Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on pinterest

NO TIME TO DIE ส่งท้ายที่ดีที่สุด เพื่อส่งไม้ต่อให้รุ่นถัดไป

Share Post To :

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on pinterest
Share on email

ผมขอเอาหัวเป็นประกันเลยว่า ไม่ว่าจะเจเนอเรชั่นไหน หากพูดถึงเจมส์ บอนด์ ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนครับ นี่คือหนังสายลับที่สืบทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น ที่เรียกได้ว่าสายลับไม่มีวันตายจริงๆ และสำหรับ NO TIME TO DIE นี้เอง แม้ว่าจะถูกเรียกว่าเป็นภาคส่งท้าย แต่ก็แน่นอนละครับ มันคือภาคสุดท้ายสำหรับเจมส์ บอนด์คนนี้ หรือก็คือ เดเนียล เคร็ค ที่ฝากฝีไม้ลายมือให้เราเห็นมาหลายปีดีดัก แถมเป็นการส่งท้ายด้วยภารกิจที่สุดโหด และครบเครื่องที่สุดของเจมส์ บอนด์ ของเดเนียล เคร็ค เลยก็ว่าได้ครับผม

NO TIME TO DIE

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : NO TIME TO DIE

ชื่อเรื่องภาษาไทย : พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ

ประเภท : ภาพยนตร์

แนว : แอคชั่น ดราม่า

ฉายเมื่อ : 7 ตุลาคม 2564

ฉายทาง : ในโรงภาพยนตร์

จำนวน : 168 นาที

ภาษา : อังกฤษ,ไทย

คะแนน Imdb : 7.4

เรื่องย่อ NO TIME TO DIE การสั่งลารหัส 007 ของเดเนียลเคร็ค ที่เต็มอิ่มที่สุด

NO TIME TO DIEสำหรับภาคนี้นั้นค่อนข้างแตกต่างจากภาคก่อนๆ ที่ สามารถดูแยกภาคกันได้โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันมากนัก ว่าสำหรับภาคสุดท้ายที่ชื่อว่า พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ นั้น กลับมีเรื่องราวที่ถูกเชื่อมโยงกับภาคก่อน ซึ่งสำหรับผมรู้สึกได้ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจ การเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต่อเนื่องกันทำให้เราได้อรรถรสมากขึ้นกว่าการดูภาคแยกเหมือนที่ผ่านมา เพราะทำให้เราได้เข้าใจ รับรู้ ลุ้นระทึกไปกับเหตุการณ์ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นอีกระดับ และด้วยความยาวถึง 2 ชั่วโมง 48 นาที ทำให้แฟนหนังอย่างเราอิ่มจนจุกเลยก็ว่าได้ครับ

เหตุการณ์หลังจากสเป็คเตอร์ 

เรื่องย่อของNO TIME TO DIE นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากภาคก่อนนั่นคือ สเป็คเตอร์ 5 ปี หลังจากจบภารกิจในตอนนั้นเจมส์ บอนด์ก็ตัดสินใจเอาตัวออกห่างจากวงการสายลับใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ ชีวิตของเขานั้นเสมือนกับว่าได้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ความสงบเงียบของเขากำลังจะถูกจุดไฟให้โหมกระหน่ำขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับการติดต่อจากเพื่อนเก่า เฟลิกซ์ ไลเทอร์ จาก CIA เข้ามาขอความช่วยเหลือ ให้ตามหานักวิทยาศาสตร์ที่ถูกลักพาตัวไป ทว่าในครั้งนี้ บอนด์ปฏิเสธภารกิจไป

หนังที่แข่งกับความตาย

แต่ทว่าเมื่อเขาได้รับรู้รายละเอียดของนักวิทยาศาสตร์ที่โดนลักพาตัวไป ทำให้เขาเลือกที่จะเปลี่ยนใจ มาให้ความช่วยเหลือไลเทอร์ นั่นเพราะว่านักวิทยาศาสตร์ที่หายตัวไปนั้นรับผิดชอบโครงการอาวุธที่ทันสมัย และมีอานุภาพร้ายแรงที่สุด ความน่ากลัวของมันนั้นเกินกว่าที่บอนด์จะเมินเฉยได้ และทุกๆ อย่างต้องแข่งกับความเป็นความตาย นี่คือหนังแอคชั่นส่งท้ายที่ดุเดือด อันตราย และหนักหนาที่สุดในชีวิตของบอนด์ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นหนังสายลับที่ดีที่สุดของปี 2020 เลยทีเดียว

NO TIME TO DIE

ดุเดือด โหดหี้ยม และสุดแสนประทับใจ

ความสมบูรณ์ที่มีมากขึ้น

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมจะไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญใดๆ นะครับ , NO TIME TO DIEเป็นหนังสายลับ ที่เรียกได้ว่าต่อให้ทำออกมาอีกสักกี่ภาค ก็ยังสามารถเอาใจคอหนังแอคชั่นได้อย่างถึงที่สุด นี่คือหนังต่างประเทศน่าดูที่สืบต่อภาคและเจเนอเรชั่นกันมาเนิ่นนาน สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นจากภาคนี้คือความแตกต่างจากยุคแรกๆ นั่นคือความสมจริงสมจังของความรู้สึกตัวละคร ฉากบู๊ระห่ำที่มีความเรียลและจับต้องได้ค่อนข้างสูงครับ แน่นอนว่ามันอาจจะมีฉากที่ดูเกินมนุษย์มนาจะทำได้ไปบ้าง แต่ถ้าหากเทียบกับภาคก่อนๆ ที่เน้นความไฮเทคล้ำยุคจนดูเป็นหนังฮีโร่ไป ผมจึงชอบภาคนี้มากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย 

เจมส์บอนด์ที่แตกต่างจากภาคอื่น ๆ 

ด้วยความที่ตัวเจมส์ บอนด์นั้นดูมีความเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทำให้เราลุ้นระทึกและเอาใจช่วยเจมส์ บอนด์มากกว่าภาคก่อนๆ ที่ค่อนข้างเอาตัวรอดได้จากอุปกรณ์ไฮเทคที่เหนือจินตนาการ ทำให้เราจะได้เห็นความเข้มข้นของเรื่องราวได้อีกระดับหนึ่ง นั่นคือสิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้ ยิ่งตัวเจมส์ บอนด์ ไม่ได้มีอุปกรณ์ที่ล้ำจินตนาการมากเท่าไหร่ ความยากของภารกิจมันก็ยิ่งบีบให้เราลุ้นระทึกได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งหนังก็ทำออกมาได้ดีเยี่ยมในส่วนนี้มากๆ เลย

การโยงใยความสำคัญ และการผูกปมตัวละคร

มาถึงในส่วนนี้ นี่คงเป็นจุดที่ผมชอบมากที่สุดของหนังสายลับเรื่องนี้ในหัวข้อต่างๆ ที่ได้หยิบยกมารีวิวหนังเรื่อง NO TIME TO DIEครับ เพราะความซับซ้อนของเรื่องราวที่ถูกวางเอาไว้อย่างดีเยี่ยม ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างตัวละคร ทั้งตัวละครหลักอย่างเจมส์ บอนด์ เมดเดอร์ลิน และตัวร้ายที่เรียกได้ว่าโหดขั้นสุด อย่างซาฟิน ความเกี่ยวข้องที่เรื่องราวจะพาเราไปรับรู้นั้นบอกได้เลยว่าทั้งเข้มข้น ทั้งจุกอก และเจ็บปวดสุดๆ  เพราะเรื่องราวก่อนหน้าที่เราไม่เคยรู้จะถูกนำเสนอออกมาได้ในจังหวะที่ดี ทำให้ตลอด 2 ชั่วโมง 48 นาที เป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นอย่างถึงที่สุด ไม่สามารถเดาเส้นทางเรื่องได้เลยสักวินาทีเดียว

เรื่องราวของตัวละครที่น่าสนใจ

แต่ละตัวละคร มีเรื่องราวของตัวเอง นี่คือจุดพลิกผันที่จะชวนคุณมารับรู้ไปพร้อมๆ กัน ยิ่งความจริงถูกเปิดเผยมากเท่าไหร่ ภารกิจก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีอดีตที่แสนเจ็บปวดมากเท่าไหร่ ความโหดร้ายมันก็ยิ่งทบทวีคูณตามเช่นกัน คุณจะไม่สามารถคาดเดาได้เลย ว่าแต่ละตัวละคร ซ่อนเรื่องราวอะไรเอาไว้ การเฉลยปมในจุดที่บีบคั้นนั้นถือว่าดีเยี่ยม เพราะมันบีบใจคนดูได้อย่างอยู่หมัด และทำให้เราเริ่มสับสน ว่าจะลุ้นไปในทางไหน เมื่อเมื่อทุกๆ ตัวละครก็ต่างมีเรื่องราวที่น่าสนใจด้วยกันทั้งนั้น ความสมบูรณ์ในการสร้างปมและโยงเข้าหากัน ตรงนี้ผมถือว่ากลมกล่อม จนถึงระดับจัดจ้านเลยทีเดียว

NO TIME TO DIE

ด้านตัวละคร

ในส่วนนี้ผมแทบจะบอกได้อย่างเดียวว่า ไร้ที่ติ ทุกตัวละครสามารถนำพาบทได้อย่างดี ไม่นับรวมเจมส์ บอนด์ที่อยู่กับบทมาเนิ่นนาน ตัวละครอื่นๆ ก็มีส่วนที่เด่นชัด ไม่มีใครจมเลยสักคน ยิ่งองค์ประกอบตรงนี้ครบมากขึ้นเท่าไหร่ เรื่องราวที่ถูกปรุงแต่งมาแล้วอย่างดีก็ถูกชูรสให้อร่อยมากขึ้นตาม ภาคนี้เราจะได้เห็นฉากอารมณ์ที่มากขึ้นกว่าภาคก่อน เน้นความรู้สึกของตัวละครและความดราม่าเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งภาคก่อนๆ จะเน้นบู๊แบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมเลย ก็ไม่ใช่ว่าNO TIME TO DIE ไม่บู๊นะครับ แต่เป็นการบู๊ที่มีมิติมากขึ้น สมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งผมว่าผมชอบความครบรสนี้มากกว่าภาคก่อนนั่นเอง

หนังพากย์ไทย ที่หลาย ๆ คนชอบอ่านซับมากกว่า

และแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีพากย์ไทย แต่จากกระแสแล้ว คนดูจะชอบดูหนังซับไทยมากกว่า เพราะอาจจะอินกับความรู้สึก เสียง และอารมณ์ที่แท้จริงของนักแสดงมากกว่า สำหรับผมเองได้ดูเรื่องนี้ 2 ครั้ง 2 เสียงพากย์เลย ปฏิเสธไม่ได้ว่าพากย์ไทยก็ดีในระดับมาตรฐาน แต่พอเป็นซับไทยแล้ว อารมณ์ต่างๆ มันทำให้ตัวหนังสนุกขึ้นกว่าเดิมมากเลยทีเดียว ถ้าหากว่าคุณได้ดูพากย์ไทยแล้ว แนะนำลองดูแบบซับอีกสักรอบนะครับ เพื่ออรรถรสที่ดีขึ้น

การดำเนินเรื่อง

อย่างที่ทุกท่านทราบดี NO TIME TO DIEคือภาพยนตร์ต่างประเทศที่เป็นการส่งท้ายบทบาทเจมส์ บอนด์ ของเดเนียล เคร็ค ดังนั้น เรื่องราวในภาคนี้มันจึงสร้างความระทึกและบีบคั้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดี อาจเพราะคนดูเองรู้สึกว่านี่คือภาคสุดท้ายแล้ว เราจึงรู้สึกว่าเรื่องราวต่างๆ นั้นมันชวนติดตามแทบจะทุกวินาที เราไม่สามารถละสายตาได้เลย ในทุกๆ ฉากที่เรื่องราวพาเราไป สตอรี่ที่สร้างออกมาก็แข็งแรง บทตัวละครก็แข็งแรง ฉากบู๊ระห่ำก็ทำออกมาได้อย่างจุใจ มันจึงไม่มีส่วนไหนในการดำเนินเรื่องที่รู้สึกขัดหูขัดตาเลยจริงๆ ทุกๆ คนในโรงนั้นเอาแต่ร่วมลุ้นไปกับการส่งท้ายภารกิจนี้ด้วยกันทั้งหมด

หนังที่น่าติดตามตั้งแต่ภาคแรก จนภาคสุดท้าย

สำหรับผมแล้ว การที่ได้รู้ว่าเป็นภาคสุดท้าย อาจจะทำให้เรารู้สึกว่าหนังมันน่าติดตามมากขึ้น แต่พอมาคิดดีๆ แล้ว ถ้าหากตัดคำว่าภาคสุดท้ายไป ผมก็ยังยกให้เป็นหนึ่งในภาคของเจมส์ บอนด์ ที่ครบ และสมบูรณ์ที่สุดของผมอยู่ดี เทียบกับภาคก่อนๆ ที่มีส่วนที่ขาด ส่วนที่เกิน และส่วนที่ไม่ค่อยประทับใจอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีส่วนที่ไม่ชอบนะครับ แน่นอนว่ามันมีอยู่แล้ว ทว่ามันกลับน้อยมากๆ เสียจนสามารถมองข้ามมันไปได้เลย

Other Content